[Batman S.Fic] Gunfire
posted on 02 Sep 2008 00:04 by dearchan in Doujin-Eventไม่ต้องตกใจกันได้หมายยยยยย~ TTATT
------------------------------------------------------------------------
Title : Gunfire
Fandom : BATMAN
Pairing : Hush*Jason(+Bruce)
Summary : ช่วงเวลาที่เหมือนกับเสียงปืน..
เกิดขึ้นฉับพลัน ดังก้องกังวาน แล้วก็เลือนหายไปพร้อมกับควันปืน
------------------------------------------------------------------------
“ปัง”
เสียงที่ดังขึ้นราวกับเสียงกรีดร้องของเหยื่อยามพบมัจจุราชแห่งความตาย
ปัง ...เสียงปืน 1 นัด พรากคนสำคัญของเขา
ปัง ...เสียงปืน 1 นัด พรากความฝันและความไร้เดียงสา
ปัง ...เสียงปืน 1 นัด พรากแสงสว่าง บันดาลความมืดมิด และมอบหัวใจที่เยียบเย็นให้แก่เขา
------------------------------
ผ้าคลุมสีดำสนิทโบกสะบัดภายใต้ท้องฟ้าแห่งเมืองกอดแธม ร่างของเขากลืนไปกับสีดำแห่งราตรีกาล มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่ทอประกายคล้ายอัญมณี ช่างโดดเด่นน่าไขว่คว้า และดูบริสุทธิ์จนไม่สมควรจมอยู่ในนครสกปรกแห่งนี้
หากมณีนั้นกลับเป็นเพียงเล่ห์กลและหลุมพรางของท้องฟ้ายามค่ำคืน
ลวงตาว่ามีค่า
ลวงตาให้หลงใหล
ลวงตาให้ลุ่มหลง
ทั้งที่จริงแล้วเป็นเพียงกับดักล่อให้ผู้คนที่พบเห็นมัวเมาไปกับความจอมปลอม
และเขาก็เช่นเดียวกัน
ดวงตาคู่นั้นคือสิ่งที่เต็มไปด้วยความหลอกลวง การทรยศ และสามารถหักหลังมนุษย์โง่เง่าทุกผู้ ให้จมดิ่งสู่ขุมนรกได้เพียงแค่กระพริบตา
ช่างน่ารังเกียจ
หากหลุมพรางนั้นก็ช่างลึกล้ำและยากจะถอดถอนได้ แม้แต่ตอนนี้มือคู่นี้ก็ยังจำได้ถึงฝ่ามือที่ถูกปกปิดไว้ด้วยถุงมือหนังสีดำ..หยาบกระด้างแต่ก็นุ่มนวลนักยามกุมมือ ทั้งลมหายใจที่ร้อนผ่าว อ้อมอกแสนอุ่น และการหักหลังที่เจ็บปวดจนแม้แต่ความตายก็ไม่อาจเทียบเท่า….
--
“คิดถึงความหลังอยู่รึไง นกโรบินน้อย” เสียงเย้าแกมเย้ยหยันดังขึ้นจากชายที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ไม่จำเป็นต้องหันไปมอง เจสัน ทอดด์ก็รู้ได้ว่าเจ้าของเสียงนั้นคือใคร
เพียงกระพริบตา นัยน์ตาที่วูบไหวพลันแข็งกระด้าง
“อดีต”
อดีตนกโรบินเน้นคำเสียงดังพลางหันกลับไป “และฉันก็ไม่ใช่เด็กน้อยของแก เลิกเรียกแบบนั้นซะ ไม่งั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน”
เจสันแย้มรอยยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ก่อนเอ่ยราวเสียงกระซิบ
“คุณโธมัส เอลเลียต”
คืนนี้พวกเขามาสำรวจเส้นทางเพื่อวางแผนการสังหารในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เป้าหมายเป็นชายสูงวัยที่มีอำนาจทางเงินตราระดับต้นๆของเมืองกอดแธม ซึ่งก็บังเอิญไปขัดแข้งขัดขาหน้าตาไม่ถูกโฉลกกับคนบางคนนั่นเข้า พวกเขาจึงถูกจ้างมาจัดการเก็บกวาดให้สิ้นซาก
“หึ นายเองก็ลืมเหมือนกันนี่” ชายคนนั้นก้าวช้าๆ ดวงตาวาวโรจน์คล้ายกับจะแผดเผาร่างตรงหน้าให้มอดไหม้
“ฉัน คือ ฮัช” เจ้าของนามเอ่ยเน้นทีละคำ
“ในเมื่อดูเป้าหมายเสร็จแล้วก็กลับกันสักที ฉันขี้เกียจเสียเวลา” เจ้าของใบหน้าที่พันด้วยผ้าพันแผลกล่าวขึ้นเรียบๆ แล้วก็เดินจากไปโดยทิ้งคู่กรณีไว้เบื้องหลัง
เจสันเหม่อมองไปยังแสงไฟของพื้นดินเบื้องล่าง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้ายามค่ำคืนอีกครั้ง แล้วจึงหันหลังก้าวเดินตามฮัชไป
------------------------------
วันนี้ท้องฟ้ายามกลางวันของเมืองกอดแธมก็ยังเป็นสีฟ้า มีก้อนเมฆสีขาวล่องลอยปะปนกับกลิ่นไอของท่อไอเสียและควันพิษจากโรงงาน เหล่าวายร้ายก็ยังนอนแฝงตัวรอเวลาทำงานในยามค่ำ ผนังห้องที่ผมอยู่ตอนนี้ก็ยังเป็นสีเทาเหม่นๆเหมือนผ่านการใช้งานมานมนาน มีรอยกรีดรอยทุบทำลายเพิ่มขึ้นเล็กๆน้อยๆตามระดับความสนิทสนมของคนอาศัย ทุกส่วนของห้องเก็บกวาดเรียบร้อยแสดงให้เห็นถึงความมีระเบียบและรักสะอาดของเจ้าของห้องตัวจริงได้อย่างดี
พูดง่ายๆ ทุกอย่างเป็นปกติ เหมือนเดิมทุกอย่างจนน่ารังเกียจ นอกเสียจาก....
“ฮัชชิ้ว!!”Demon bless you
ผมคิดในใจ ใครจะไปรู้ว่าคนอย่างฮัช หรือพูดอีกอย่างว่า คนอย่างดอกเตอร์โธมัส เอลเลียตจะมีวันที่ป่วยเป็นไข้หวัด
..
ไข้หวัดเชียวนะ!!
ครั้งแรกผมก็คิดว่า โรคที่ทำให้คนพรรค์นั้นลงไปชักบนเตียงได้ น่าจะเป็นพวกเอดส์ มะเร็ง หรืออย่างน้อยๆขั้นเบาสุดๆก็ปอดบวม
แต่ให้ตายสิ!! ไข้หวัด!?!? ใครมันจะไปเชื่อ?“เลิกนินทาฉันในใจสักทีได้ไหม”
ชิ!!
ถ้าไม่ต้องทำงานด้วยกันนะแม่ม เอาหมอนกดจมูกให้”หายขาด”ไปนานแล้วล่ะเฟ้ย!
มือที่กร้านศึกการต่อสู้มานานกว่าครึ่งชีวิตในปัจจุบันกำช้อนในหม้อใบเล็กแน่น ออกแรงคนแรงๆสองสามที ปรุงรสชาติด้วยพริกไทยหนึ่งกำมือและเกลืออีกหนึ่งกำมือ แสยะยิ้มพอประมาณ แล้วก็ปิดฝาหม้อ เป็นอันเสร็จเมนูอาหารจีนเพื่อสุขภาพสำหรับคนป่วยบนเตียง
ดวงตาสีฟ้าอ่อนเงยขึ้นมองตู้เหนือศีรษะ มือข้างหนึ่งยื่นออกไปหยิบชามสีขาวออกจากตู้ วางลงถาดที่จัดช้อนและส้อมรอไว้อยู่ก่อนแล้ว เสียงน้ำดังปุดๆป่าวประกาศให้รู้ว่าข้าวที่ต้มไว้กำลังเดือดได้ที่ เจ้าของร่างใต้ผ้ากันเปื้อนมอมๆจึงใช้มือขวาที่ว่างอยู่เปิดฝา สายตากวาดดูความเรียบร้อย ไม่มีความจำเป็นต้องชิม แค่สุกก็พอแล้วสำหรับหมอนั่น มือซ้ายที่ว่างหลังจากวางชามลงถาดเอื้อมไปปิดเตา แล้วจับที่ด้ามจับเทข้าวต้มลงใส่ชามที่เตรียมไว้ กลิ่นหอมของพริกไทยลอยโชยดูน่าทาน
ถ้าคิดค่าดูแลเพิ่มจะได้สักเท่าไหร่กันฟะ
สองมือถอดผ้ากันเปื้อนออกจากตัวแล้วจับถาด สองเท้าเดินออกมาจากบริเวณหน้าเตา พยาบาลหนุ่มจำเป็นเดินออกมาประเคนอาหารมื้อเช้าให้คนป่วยถึงที่นอน
“กินซะ” สองพยางค์สั้นง่ายได้ใจความ แต่ฟังขัดหูคนนอนอยู่บนเตียงตะหงิดๆ
“ชิมให้ดูก่อนสิ พิสูจน์ไงว่าเธอไม่ได้วางยาพิษฉัน” หนึ่งประโยคบอกจุดประสงค์ชัดเจน สายตาเหลือบมองชามข้าวต้มบนเตียงอย่างที่คนเบื้องหน้าวางอย่างไม่เกรงกลัวสักนิดว่ามันจะหก เพียงแค่เสี้ยววินาที ก่อนดวงตาสีฟ้าสองคู่จะสบกัน ซึ่งคนถูกจ้องก็ไม่ลังเลเลยที่จะตอบกลับอย่างฉะฉาน
“ฉันไม่คิดฆ่าแกให้ตายสบายขนาดนั้นหรอกน่ะไม่ต้องห่วง” เจสันกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ “ถ้าไม่กินก็ไม่ต้องกิน แค่แกไม่กินข้าวน่ะ ฉันก็ไม่ตายหรอก”
วาจาที่ลดระดับความเผ็ดร้อนและเพิ่มความสุภาพเล็กน้อยเนื่องจากเห็นแก่คนเจ็บไข้ ดังขึ้นเรียบเรื่อยเป็นจังหวะช้าๆ “กล่องยาอยู่ตรงนั้น เคยเป็นหมอรู้ใช่ไหมว่าต้องกินอะไร ไข้แกไม่ต้องลดก็ได้ แต่กินไอ้ที่มันแก้ไอแก้จามหน่อย นอนๆอยู่แล้วมันรำคาญ!”
ดวงตาสีฟ้าของคนเจ็บเหลียวไปมองกล่องยาประจำบ้านที่วางบนโต๊ะเหนือหัวเตียง ก่อนจะหันกลับไปมองคนยืนพูดค้ำหัวผู้ใหญ่ปาวๆ และชามข้าวต้มที่มีควันลอยอยู่จางๆ ร่างสูงถอนหายใจเบื่อหน่ายก่อนจะใช้มือข้างถนัดหยิบช้อนตักข้าวใส่ปาก
“งานเป็นยังไงบ้าง” รสชาติที่กลมกล่อมเข้าเนื้อบาดลิ้นทำเอาคนกินนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะตักทานไปเรื่อยๆอย่างไม่สะทกสะท้าน
“เป็นไปตามที่วางแผนไว้ ถ้าวันนี้แกหาย พรุ่งนี้ก็ทำตามแผนได้”
เพิ่งรู้ว่าไอ้หมอโรคจิตนี่จะเป็นโรคลิ้นตายด้านด้วย สงสัยต้องจดเพิ่มลงไปในไฟล์ข้อมูลซะแล้ว
“เจ้าหมอนั่นรู้ตัวรึเปล่า ..พริกไทยฉุนไปหน่อยนะ” ศีรษะที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางพูดเปลี่ยนเรื่อง
“ไม่หรอกน่ะ ก็บอกแล้วไงว่าเป็นไปตามแผน! ..จะใส่เพิ่มไหมล่ะ เหลืออีกตั้งครึ่งกระปุก”
เออ ก็ยังไม่ตายด้านซะทีเดียวนี่หว่า
“งั้นก็ดี ..ไม่ล่ะ เพิ่งซื้อมาขอเก็บไว้ใช้ต่อสักหลายๆวันหน่อยเถอะ” ริมฝีปากหนาเอ่ยจิกกัดพอเป็นพิธี “เธอก็ทำอาหารใช้ได้นะ เสียดายรสจัดไปหน่อย ไม่ได้เรียนมารึไงว่าคนไม่สบายต้องกินอะไรอ่อนๆน่ะ” ร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลกัดเป็นคำรบที่สอง“ว่าแต่..มีเติมไหม?”
ขอถอนคำพูดว่า ลิ้นไม่ตายด้านซะทีเดียว เส้นประสาทมันหายไปทั้งยวงตะหาก
คิ้วเรียวขมวดทันควัน หันหลังเดินไปหยิบหม้อข้าวต้มในครัว แล้วหยิบออกมาวางไว้ข้างเตียง
“20 ดอลล่าห์”“แพงไปรึเปล่าเจสัน” นัยน์ตาสีเทอร์คอยส์เหล่มองคนคิดค่าตัว
“จะให้ไม่ให้ แกเอารวมอยู่ในค่าจ้างนั่นไปเลยนะ” แทนคำตอบมือหนาหยิบหม้อข้าวต้มขึ้นวางบนตัก แล้วใช้ช้อนป้อนอาหารเข้าปากตัวเอง
หมอนี่กินจุชะมัดเลยเว้ย
---
อดีตแพทย์เอื้อมมือควานหาขวดยามารักษาอาการตัวเองหลังจากทานอาหารรสจัดรอบสองเสร็จ มือหนาที่เต็มไปด้วยบาดแผลกระดกยาเข้าปาก ระหว่างที่กำลังลำเลียงน้ำเข้าสู่ลำคอนั่นเอง กะลังมังและผ้าที่รองน้ำเรียบร้อยก็ถูกนำมาวางไว้ที่พื้นข้างเตียง
“นายนี่ก็ดูแลคนเก่งเหมือนกันนี่นา”“20 ดอลล่าห์”
ปลายผมสีแดงสะบัดเล็กน้อยตามจังหวะโคลงศีรษะของเจ้าของร่าง
“เคยมีคนบอกรึเปล่าว่านายน่ะงก”“มีปัญหารึไง” คนถูกหาว่างกจ้องคนว่าอย่างเอาเรื่อง
เด็ก
ถ้อยคำสั้นๆแต่บอกความหมายได้กว้าง แต่หากร่างเล็กตรงหน้าได้ยินคงไม่แคล้วได้ต่อสู้กันสักยก ซึ่งคนอย่างฮัชแม้จะไม่กลัวปฏิกิริยาสะท้อนกลับเช่นนั้น แต่ในเวลาแบบนี้การลดปัจจัยในการปวดหัวคงจะดีต่อสุขภาพมากกว่า
“เคยดูแลหมอนั่นแบบนี้รึเปล่า เจสัน” คนถูกถามหาปัญหาเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน
อดีตโรบินหยุดการเคลื่อนไหว เข้าใจความนัยของคำว่า ‘หมอนั่น’ เป็นอย่างดี
สายตาที่นิ่งเหมือนท้องทะเลยามคลื่นลมสงบจ้องมองเประกายคมของทอร์คอยส์เบื้องหน้าอย่างค้นหาจุดประสงค์ของคำถามนั้น
เมื่อไม่ได้คำตอบใด เจสันจึงเสไปทำอย่างอื่น
ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมานั่งคิดถึงความหลังและเล่าให้คนอื่นฟัง ถึงคนอื่นนั้นจะเป็นคนที่รู้จัก”เขา”ดีเหมือนกันก็ตาม
“กำลังเบื่อๆ อยากฟังอะไรเรื่อยเปื่อยบ้าง จ้างก็ได้..แต่อยู่ใน 20 ดอลล่าห์”
ข้าวต้มที่เขาทานเวลาไม่สบาย
หน้าที่ที่แย่งมา
ช่วงเวลาที่เขาเคยแสร้งอ้อนผม
ทำให้ดีใจ...ราวกับคนบ้า
“เคย”
เจสันตอบสั้นๆพลางส่งสายตาเยียบเย็น
“แต่ว่าไม่ได้คิดตังค์”“รักกันจังเลยนะพวกนายเนี่ย” น้ำเสียงที่เหมือนจะล้อเลียนและประชดประชันอยู่ในทีดังขึ้น หลังจากได้ยินถ้อยคำเหมือนจะเยาะเย้ย
คนเริ่มบทสนทนาไร้สาระขยับตัวไปทางโต๊ะข้างเตียงเพื่อวางขวดน้ำ มองเห็นกะละมังบนพื้นแล้วชวนให้ถอนใจ เขาควรจะจ้างเจ้าเด็กนี่เพิ่มเป็นค่าถูตัวด้วยรึเปล่าเนี่ย“ไม่”
เสียงที่ดังเพียงแผ่วเบานั้นทำให้ฮัชหันศีรษะไปมอง แววตาที่มักท้าทายทุกสิ่งถูกปิดไว้โดยปลายผมสีดำสนิทที่ปรกลง ทำให้มองไม่เห็นว่าตอนนี้นัยน์ตาคู่สีฟ้าส่องประกายเป็นเช่นไร
“ไม่ว่าจะผูกพันกันเท่าไหร่ อยู่ด้วยกันมานานแค่ไหน เขาก็ไม่เคยรักใคร..ไม่เลยแม้แต่ตัวเอง”
เขาไม่ได้เป็นของผม
บรูซ เวนย์ไม่เคยเป็นของใคร และแบทแมนไม่มีวันเป็นของใครทั้งอัลเฟรด เพนนีเวิร์ท ทั้งดิ๊ก เกรย์สัน ทั้งเจสัน ทอดด์
..
แต่พวกเราต่างหากที่เป็นของของเขา
อยู่เพื่อดูแลเขา หายใจเพื่อปกป้องเขา และตายเพื่อเขา
“เธอแค้นเขา?”
“ใช่”
แต่ความรู้สึกมันค่อยๆด้านชาขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่ความรู้สึกแค้นจนถึงกับอยากวิ่งเข้าไปบีบคอให้ตายไปทันทีที่เห็นหน้า มันมีแต่ความเฉยชา ทุกอย่างมันตายไปหมดแล้ว พังทลายสิ้นตั้งแต่วันนั้น
“เธอเกลียดเขา?”“....”
การที่ผมเคียดแค้นเพราะเขาทรยศนั้น จนอยากจะฆ่าเขาให้ตาย อยากให้เขาเจ็บปวดกับการสูญเสีย มีแต่ความสิ้นหวัง และนึกถึงแต่เพียงผม หมายความว่าผมเกลียดเขาใช่รึเปล่านะ
“เธอรักเขา?”
ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นสบตา แล้วยิ้มน้อยๆ
“แน่นอน”
บรูซ เวยน์คือทุกสิ่งของผม มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่สามารถตอบได้ทันที ไม่ว่าเมื่อไหร่ ไม่ว่าเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นสถานะใด ถึงไม่อยากยอมรับ แต่มันก็เป็นความจริง
หาก..ตอนนี้ผมไม่รู้เลยว่า มันคือความรักแบบไหน..
ก่อนที่จะได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น มือร้อนจากพิษไข้ก็ฉวยข้อมือของคนสบายดีเข้าหาตนเอง ด้วยแรงที่ถูกดึงอย่างกะทันหัน ทำให้พยาบาลหนุ่มเซล้มลง ริมฝีปากนุ่มทาบทับกับริมฝีปากของฝ่ายตรงข้าม ใกล้ชิดจนรู้สึกได้ถึงความร้อนของลมหายใจ
นัยน์ตาของคนอายุน้อยกว่าเบิกขึ้นเล็กน้อยอย่างตกใจ แต่เพียงแค่กระพริบตา ดวงตานั้นก็ทอประกายกร้าวเป็นปกติ
“ปล่อย!!” น้ำเสียงทุ้มหงุดหงิดดังก้องไปทั่วห้อง สายหาไล่มองหาสิ่งของที่สามารถนำมาเป็นอาวุธได้
“ฉันไม่ใช่แบทแมนผู้แสนดีของเธอ อย่ามาขอความเห็นใจจากฉันเลย” คนมากอายุกว่าแต่ขาดสติกะทันหันจับจ้องใบหน้าที่เริ่มเครียดเกร็ง “มองฉันสิ เจสัน ทอดด์..นายไม่ใช่นกโรบินของแบทแมนอีกแล้วนะ” แม้เพียงแค่เสี้ยววินาที แต่ดวงตาใต้ผ้าพันแผลก็ทันเห็นอาการสะดุ้งเล็กๆของร่างที่หายใจรดใบหน้าเขา
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ” เจสัน ทอดด์ตวาดเสียงดัง เมื่อรับรู้ได้ว่ามืออุ่นร้อนของฝ่าตรงข้ามเริ่มขยับไม่อยู่นิ่ง และกำลังไล้ลงไปเบื้องล่างของร่างกายเขาอย่างช้าๆ
“เธอหมายถึงอะไรล่ะ?” ริมฝีปากร้อนจากอาการไข้ กระซิบเสียงเบาข้างหู ก่อนจะใช้เรี่ยวแรงที่มีอยู่ จับร่างเบื้องบนพลิกแลกตำแหน่งอย่างรวดเร็ว
“หยุดพูดถึงไอ้เจ้าสัตว์ปีกนั้น...หรือให้หยุดทำนี่” สายตาคมกวาดมองร่างเบื้องล่างที่ถูกตัวเองคร่อมอยู่ สองมือผอมถูกพันธนาการด้วยมือข้างขวาไขว้อยู่เหนือศีรษะ แรงของเขากดจนข้อมือนั้นจมลงไปในกลุ่มนุ่นสีขาวสะอาด อความารีนสีฟ้าคู่นั้นกำลังจ้องมองเขาราวกับจะฆ่าเขาให้ตาย
“..แต่เท่าที่ดูจากร่างกายของเธอ คงหมายถึงอย่างแรกสินะ” ริมฝีปากซุกไซ้ลำคอขาว ให้ได้ยินเสียงประท้วงจากร่างที่นอนหงาย และอาการขัดขืนที่หมดแล้วซึ่งความเกรงใจผู้ร่วมงานที่ล้มป่วย
ริมฝีปากบางเอ่ยคำสรรเสริญบรรพบุรุษเท่าที่ตนจะนึกหามากล่าวถึงได้ ชายหนุ่มรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีทั้งหมด สลัดข้อมือข้างหนึ่งออกจากการเกาะกุม มือข้างที่ถนัดสะบัดอย่างแรงให้แววสีเงินของอาวุธปลายแหลมหยอกล้อกับแสงอาทิตย์ยามเช้า ร่างของเรด ฮูดนอนหอบลมหายใจขาดเป็นช่วงๆ ใบหน้าแดงระเรื่อสมฉายา แต่มือที่กำด้ามกริชสีน้ำตาลเกร็งแน่น ปลายแหลมของมันจ่อเข้าที่ลำคอของอดีตนายแพทย์ ดวงตาสีฟ้าจับจ้องร่างเบื้องบนอย่างไม่เกรงกลัว
“คิดจะฆ่าฉันงั้นหรือ” รอยยิ้มน้อยๆที่จุดขึ้นบนริมฝีปาก ทำให้เจสันกดน้ำหนักที่มือแรงขึ้นเล็กน้อย จนหยดเลือดไหลมาตามใบมีด แม้เพียงเล็กน้อยแต่กลิ่นคาวช่างน่าคลื่นไส้
“นายคิดว่าจะฆ่าแบทแมนคนเดียวสำเร็จรึไง” คมมีดกดลึกตามอารมณ์หงุดหงิดที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
“แล้วใครว่าฉันล้อเล่น” ฮัชปล่อยมือที่พันธนาการข้อมือบางอีกข้าง เลื่อนปลายนิ้วลงสัมผัสใบหน้าเคลื่อนไหวไปตามผิวแก้ม ไล้ไปยังปลายคาง ไม่สนใจคมกริชที่ทาบอยู่บนลำคอของตนแม้แต่น้อย มืออีกข้างเลื่อนขึ้นโอบแผ่นหลัง ดันร่างตรงข้ามให้เข้าหาตน พร้อมกับขยับตัวขึ้นนั่งบนเตียงที่ยับย่น ชามข้าวต้มที่ทานเสร็จแล้วหล่นลงสู่พื้นพรมเบื้องล่าง ร่างสองร่างยังคงประสานสายตากันอยู่แบบนั้น ไม่มีใครขยับ ไม่แยแสสิ่งรอบข้างอื่นใด
ปิดบังความจริงไว้
อำพรางความคิด
..แล้วหันหน้าเข้าหากัน
อความารีนสีใสทอดมองไปยังปลายของผ้าพันแผลที่หลุดลุ่ย ไร้การดิ้นรนขัดขืนใดๆ มือที่กำด้ามกริชสีน้ำตาลคลายออก ปล่อยให้วัตถุในมือตกลงตามแรงโน้มถ่วง
ไม่จำเป็นต้องปลดเปลื้องหน้ากากที่สร้างขึ้น
ไม่จำเป็นต้องใช้ฝ่ามือสัมผัสผิวเนื้อที่หลบซ่อนอยู่ภายใต้ผืนผ้าสีขาว
ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งนั้น
แม้แต่ตัวเองก็รู้ว่า..เป็นแค่หมากตัวหนึ่งของผู้ชายคนนั้น
และผู้ชายคนนั้นก็รู้ว่าเขายอมเป็นหมากทั้งๆที่รู้ทุกอย่าง
สายตาสองคู่จ้องประสานแทบไม่กระพริบ คู่หนึ่งมองอย่างหยอกเย้า หากอีกคู่หนึ่งจ้องมองอย่างรู้เท่าทัน มือที่เคยกำอาวุธเปลี่ยนเป้าหมายไปกำชายเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ระอยู่บนเตียง เจ้าของเนื้อผ้าสีขาวนั้นเริ่มและเล็มไปตามร่างกายที่เคยสวมชุดสีเหลืองแดงมาก่อน
ไม่ใช่ความรัก
ไม่ใช่ความหลง
ไม่มีความหมายอะไร
ผมกับผู้ชายคนนั้นเชื่อมโยงกันด้วยพันธสัญญาแห่งความตายของบุรุษแห่งรัตติกาล
จะไม่มีทั้งความสงสารและความสัมพันใดที่นอกเหนือไปกว่านี้
ทุกการกระทำทั้งปวงคือวิถีทางสู่การสังหารเขาคนนั้น
มืออันร้อนผ่าวค่อยๆสัมผัสลากไล้แผ่นหลังของอดีตโรบินช้าๆ ราวกับต้องการพันธนาการไม่ให้ดิ้นหลุดไปจากกับดักของนายพราน
ความอบอุ่นของอ้อมแขน คือ เปลวเพลิงที่จะแผดเผาเขาให้มอดไหม้
ประกายในดวงตา คือ สายตาหยามหยันที่จะส่งมอบให้แก่เขา
มือกระด้างที่สัมผัส คือ อุ้งมือที่จะสังหารเขาให้ดับดิ้น
และจุมพิตที่ร้อนแรงนี้..
จะทำให้เขาผู้นั้นสิ้นลมหายใจ..
เสียงครวญครางดังเป็นระยะไปตามจังหวะของฝ่ามือ คำห้ามปรามค่อยๆแผ่วลงจนเลือนหายไปพร้อมกับแสงไฟจากหัวเตียงที่มืดสนิท…
------------------------------
“ปัง”
เสียงปืน..
เพียงแค่หนึ่งนัด
แต่กลับกังวานกลบเสียงชะแลงที่เคยหลอกหลอนในทุกลมหายใจ
เสียงของอาวุธที่เคลื่อนไหวรวดเร็วกว่าคมดาบ ทะลุทะลวงดีกว่าคมมีด
เสียงที่เคยสอนให้ผมรู้จักความเจ็บปวดของการทรยศ การสาปแช่ง และความเคียดแค้น
เสียง..ที่พรากทุกสิ่งไปจากผม
ช่วงเวลาที่อยู่กับผู้ชายคนนั้นก็เหมือนกับเสียงปืน
กังวาน
รวดเร็ว
เจ็บปวด
...แต่กลับทำให้วูบไหว
แล้วคงจางหายเช่นควันปืน
------------------------------------------------------------------------
TALK: เหอะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ =A=
ก่อนจะเขวี้ยงอะไรมา ขอพูดคำนี้ก่อน
HAPPY BIRTH DAY (E’)FIAR!!!!!!!!
แด่สามีที่รักยิ่ง เลิฟยูนะเบเบ๋~ > 3<
ขอให้ได้จมกองวายในเร็ววัน
ทำป๋ารอยให้ฉันอ่านเร็วๆหน่อยสิเหวยยยยยยยยยยย
(แต่ถ้ามีป๋าอื่นมาแก้ขัดก็ไม่ว่านะ กร๊ากกกกก)
เผา เอ๊ย เขียนเอามาเซ่นให้ตามที่ขอแล้วนะยะ!!
(พล่ามๆแล้วกดๆแบบมึงๆเนี่ย)
-จบ-
ดังนั้นที่โปรเจกฟิคลับๆนี้เกิดมาต้องโทษอิเฟียร์นะจุ๊ อิอิ (โบ้ยเรียบร้อย)
..
หลังจากที่ตัวเองนั่งลุ้นมาตั้งนานว่าเรื่องอะไรที่เราจะได้เขียนเป็นครั้งแรก
ตอนนี้หวยก็ออกแล้ว...
ฟิคเรื่องแรกในชีวิตเป็น
“ฟิคแบทแมน”!!
OMG!!!!! ใครจะเชื่อ ใครจะรู้ (แม้แต่ตัวเองเมื่อ 5 ปีก่อนคงช็อกเสียยิ่งกว่าช็อก)
ทั้งๆที่เป็น วายฮีโร่ เดอะ บีกิน(เนอร์) รู้เรื่องสามเส้าของเหล่าฮีโร่แค่เล็กน้อย
แต่ก็ยังมานั่งแต่งฟิคแบบนี้เครียดมากมาย
ถ้ามีอะไรผิดไปแปลกไปทำลืมๆไปหน่อยน้า กระซิกๆ
/me แฟนๆฮัช*เจ*แบท อย่าสังหารข่อยเลยเน้อ~~ TTxTT
(ไปจัดการอิเฟียร์นู่นนนน~...อ้าว?)
แถมนี่ก็เป็นฟิคเรื่องแรกในชีวิตที่ได้พิมพ์ออกมาสู่สาธารณะชน
(แบทแมนเนี่ย..แรงจริงนะคู้นนนน)
สกิลออกจะต่ำเตี้ยติดดินมากมาย
รู้สึกอยากจะแก้ไขหลายอย่าง แต่เวลามันไม่มี้~~~~ โฮ~ TT[]TT
ทำด้วยความรีบเพราะจำวันเกิดสามีผิด (อับอายปวงประชาดีแท้)
งานก็เข้าพระศุกร์ก็มาพระเสาร์ก็แทรก
ไปๆมาๆมีเวลานั่งทำแค่วันกว่าๆ
ถ้าอ่านติดขัดตรงไหนก็ขออภัยด้วยนะทุกท่าน
เผอิญขาดการฝึกฝนและความขยันในการฝึกฝน
..
มัวแต่ไปเลี้ยงเด็กอ่ะ อุฮิ ,,>x<,, v
*คนอ่านถีบ*
กลับไปหลุมอีกรอบ
...รึว่าลงกล่องดีกว่า? 555555+
edit @ 2 Sep 2008 00:18:04 by dearchan
ขำก่อน เดี๋ยวมาเม้น 55555+
#1 By เฟียร์ . Fiar on 2008-09-02 00:08